วันอังคารที่ 27 พฤษภาคม 2551
พาลูกไปฉีดวัคซีน (ความจริงนัดวันเสาร์ที่ 7 มิ.ย. แต่พี่พยาบาลโทรมาเลื่อน
บอกตั้งแต่เดือนมิ.ย. ป้าหมอไม่ออกตรวจวันเสาร์แล้ว)

ถึง ร.พ. 8 โมง (นัด 8.40) แต่โชคดี คนที่นัดเวลานี้ยังไม่มา เราเลยได้ตรวจเร็ว
(มีรอป้าหมอแป๊ปนึง เพราะป้าหมอกำลังปั๊มนมอยู่ ลูกป้าหมอ 4 ขวบแล้วนะ น่าชื่นชมจริงๆ)
พี่หม่อน น้ำหนัก 19 Kg. ส่วนสูง 112 cm.
วันนี้ฉีด MMR โรคหัด คางทูม หัดเยอรมัน

ป้าหมอบอกว่าพี่หม่อนสูงเหมือนเกณฑ์เด็ก 6 ขวบ หนักเหมือนเด็ก 5 ขวบ เลยจะดูผอม
แล้วย้ำว่าคุณแม่ไม่ต้องกังวล เพราะลูกเกินเกณฑ์ และแข็งแรงดี
น้องโม น้ำหนัก 13 Kg. ส่วนสูง 90 cm.
วันนี้ฉีด IPD, กับ ไวรัสตับอักเสบ-เอ
ส่วนของน้องโม อยู่ในเกณฑ์ Average เคิร์ฟตรงกลางพอดีเด๊ะ ไม่ตกและไม่เกินเกณฑ์
(แต่แม่ก็อยากให้กินเยอะๆกว่านี้ก็ดีนะลูกนะ)
ลูกโม ไม่ชอบกินขนม ไม่กินของหวาน ไม่กินจุกจิก กินข้าว กินนม แล้วจบ
ผิดกับพี่หม่อน ที่ฟาดเรียบทุกอย่าง ทั้งขนมหวาน ขนมปัง ผลไม้ ไส้กรอก ลูกชิ้น ฯลฯ
แต่พัฒนาการรอบด้านดี เกินกว่าวัย

ป้าหมอชมว่า ลูกแม่แข็งแรงดีมาก ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา นี่เพิ่งเป็นครั้งแรกที่ไปหาป้าหมอ
เพราะเรื่องฉีดวัคซีน ไม่ได้มาหาป้าหมอเรื่องป่วยเลย
แม่เลยได้คุยกับป้าหมอยาว เกี่ยวกับเรื่องนมแม่ นมถั่วเหลือง VS นมวัว
ป้าหมอขอแม่อีกแล้ว ให้เขียนบทความเรื่องนี้ เพราะมาจากประสบการณ์ตรงของแม่
อยากให้แม่เป็นอีกเสียงนึง ที่ช่วยรณรงค์ให้แม่ๆทั้งหลาย หันมาให้ลูกกินนมถั่วเหลือง
แม่ก็บอกว่า ที่ผ่านมา แม่ก็พยายามบอกใครต่อใครนะ แต่เหมือนไม่ success
แล้วก็เล่าให้ป้าหมอฟังว่า ขนาดกับลูกแม่เอง ก็ยังมีเผลอไผลไปบ้าง
ปีที่แล้วเกือบทั้งปี จากที่พี่หม่อนเคยกินแต่วีซอย
พอพี่หม่อนไปโรงเรียน แล้วเห็นเพื่อนกินนมวัว
(โฟร์โมสต์บ้าง. จิตรดาบ้าง, นมตราหมีบ้าง, ฯลฯ)
ลูกเห็นที่ shelf ก็ขอแม่ซื้อกินเหมือนเพื่อน ก็เลยกินมาตลอด
เพราะแม่เห็นว่า 3 ขวบกว่าแล้ว ไม่น่าจะเป็นไร จนแม่ได้ไปสัมมนาเด็กออฯ
คุณหมอทั้งหมด รวมถึงนักวิทยาศาสตร์ในที่สัมมนา ยังบอกว่า
นมวัวจะมีสารเคมีที่ไปกระตุ้นสิ่งไม่ดีต่างๆในร่างกาย ให้ทำงานได้เร็วยิ่งขึ้น
หลังจากวันสัมมนา แม่ก็หักดิบ ให้ลูกเลิกกินนมวัวในสต๊อคที่มี
แล้วจูงใจลูกให้ไปกินนมถั่วเหลืองแทน
คุณหมอฟัง แล้วก็พยักหน้า แล้วก็เสริมความรู้ให้แม่อีกมากมาย
แล้วก็ยังชื่นชมแม่ด้วยว่า หาแม่แบบนี้ได้ยาก ที่จะเชื่อหมอ แล้วจูงใจลูกมาดื่มนมถั่ว
หลายบ้านมีแต่ตามใจ ไม่เห็นว่าคำของหมอสำคัญ
บอกแต่ว่า ลูกไม่กินนมถั่ว ไม่กินแล้วจะให้ทำยังไง
นมวัวอร่อยกว่า เค้าโฆษณาออกปาวๆว่าดีอย่างงั้น อย่างงี้
ป้าหมอก็บอก หลัก Marketing ทั้งนั้น ให้ไปถามผู้ผลิต DHA ARA อะไรทั้งหลายได้เลย
เค้ายังบอกว่า ไม่ได้เป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ หรือทำให้เด็กแข็งแรงหรือฉลาดขึ้น
ทำมาเพื่อการโฆษณาทั้งนั้น แล้วก็ยังย้ำคำเดิมว่า
ลูกเรา ลูกคน ทำไมต้องไปให้กินนมสัตว์
แม่บอกป้าหมอว่า ลูกแม่ก็มีหล่ะที่ป่วย แต่ recover เร็ว วันสองวันก็หาย
ยังแค่รอดูอาการ ก็หายซะแล้ว

เทอมที่ผ่านมา ในใบของคุณครู ทั้งเทอมหยุดเรียนกันคนละ 2 วัน
ที่หยุดเพราะไปเที่ยว ไม่ได้มีวันที่หยุดเพราะป่วยเลย
เอาหล่ะ....เริ่มยาว เอาเป็นว่า นมถั่วเหลือง ดีที่สุดสำหรับทุกคน
แม่นี่ ห่างหายกับการป้อนยาลูก เช็ดตัวลูก วัดไข้ลูกมานานมากๆแล้วนะ
(อุ๊บอิ๊บ.....keep my finger cross)

ขอบคุณลูกแม่ด้วยเหมือนกัน ที่ยอมกลับมากินนมถั่วเหลือง
มีลีลา งอแงบ้าง แม่ก็ซื้อให้ลูกลองชิมไปหลายรส หลายยี่ห้อ แต่สุดท้ายตอนนี้ก็ดีน่า
พี่หม่อนดีน่าแครอท น้องโมดีน่างาดำ....ความจริงแม่อยากให้กินวีซอยมากกว่า
แต่คุณหมอบอกว่าไม่เป็นไร ยังไงก็นมถั่วเหลือง

พอลงมาจ่ายตังค์ โฮะ...โฮะ ลมจะใส่ เกือบแปดพัน
รีบระล่ำระลัก ถามว่ามีบัตรอะไรลดได้มั๊ย
ไม่มีค่ะ คุณแม่ต้องทำบัตร Junior Card ได้ลด 10% ค่าสมัครคนละ 4,000 บาท ต่อ 3 ปี
แว๊ก....แว๊ก.....หลังจากฟังรายละเอียดทั้งหมดว่าจ่าย 4,000 แล้วจะคุ้มมั๊ย
ลดค่าออกตรวจของคุณหมอได้ครั้งละ 200 จะเหลือ 150 ได้ 5 ครั้ง
ลดค่าวัคซีนทุกชนิดได้ 10% (มีบางตัวที่ลดได้เลย 200 บาท)
อย่างอื่นๆ ลดทุกกรณี 12% (ค่าบริการ, ค่าอุปกรณ์, ค่า......ฯลฯ)
แต่แค่วันนี้ ถ้าทำทั้ง 2 คน ก็จะได้ลดไปอีก 1,000 กว่าบาท
อีก 2 เดือนก็ต้องมาฉีดไข้หวัดใหญ่
เสียงคุณ cashier ก็กรอกหูตลอดว่า ทำเถอะค่ะ คุณแม่ คุ้มค่ะ คุ้มแน่ๆ
อ้ะ...อ้ะ ทำค่ะ ทั้ง 2 คนเลย
รูดไป 14,xxx บาท (ลดราคาไปแล้วอ้ะเนี่ย!!!)
นะโมมายืนดึงกระโปรงแม่ข้างหลัง บอกแม่อุ้มหน่อย แม่หันไปบอกว่า
แม่อุ้มไม่ไหวแล้วลูก แม่จะเป็นลม
ขับรถไปส่งลูกที่โรงเรียนด้วยความมึน คิดตลอดทางว่า เมื่อไหร่จะถึงจุดคุ้มทุนหว่าเนี่ย???
ขากลับออฟฟิศ เติมน้ำมัน 95 เต็มถัง
จ๊ากส์..........2,400 ลมจะใส่อีกซักรอบ
************************