เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน เป็นวันเกิดพี่เพ็ญ
แม่ตั้งใจจะเขียนถึงพี่เพ็ญ แต่พอผ่านมาแล้วก็ลืมไป มาวันนี้ ได้ฤกษ์ซักที
พี่เพ็ญอายุเท่าแม่ แม่แก่กว่าแค่ 3 วัน (เหอ...เหอ ยังอุตส่าห์แก่กว่าได้)
พี่เพ็ญมาอยู่กับเราตั้งแต่คลอดพี่หม่อนได้ 10 วัน
ตอนนั้น แม่กับป่าป๊ายังหาคนที่จะเลี้ยงลูกไม่ได้เลย
วันที่น้ำเดิน แม่ก็คิดเหมือนกัน ว่าใครจะช่วยเลี้ยงน้อ?
คุณยายก็มาช่วยเราได้แค่ครั้งคราว อยู่ด้วยตลอดไม่ได้
โชคดีที่ลุงจุ่นมาบอกที่โรงพยาบาลว่า
มีน้องสาวของคนที่เคยเลี้ยงหลานลุงจุ่น กำลังหางานเลี้ยงเด็กอยู่
แต่พอโทรไปคุย ฟังราคาเงินเดือน แล้วก็ต้องถอยกลับ
ใครๆก็บอกว่าอย่าเอาเลย แพงเกินไป
แต่จนกลับบ้าน ก็ยังหาใครไม่ได้
สุดท้ายก็ต้องเอา ด้วยเงินเดือนที่(จำใจ) ต้องจ่าย เพราะหาใครไม่ได้
แต่.....พอพี่เพ็ญมา เราทุกคนก็ไม่ผิดหวัง
คุณยายอยู่บ้านช่วยเลี้ยง เพราะยังไม่ค่อยเชื่อมือพี่เพ็ญ
จนสุดท้าย คุณยายบอกแม่ว่า ใช้ได้หล่ะ เด็กคนนี้ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง
ขนาดคุณยาย ยังวางใจแล้ว แม่ก็ไม่ต้องพูดถึง (ของแม่เนี่ย ช่างเถอะ กว่าคุณยายเยอะ)
ทีนี้มาพูดถึงพี่เพ็ญกันบ้าง
ความสามารถในการเลี้ยงดูเด็ก
กว่าที่จะยอมให้พี่เพ็ญอาบน้ำให้ ก็นานพอควร แต่พอพี่เพ็ญจับ ก็รู้เลยว่า คล่องมือสุดๆ ไม่ว่าจะเป็นอุ้มอาบ สระผม เอานั่นเอานี่เช็ดเหงือก เช็ดจู๋ เช็ดสะดือ เห็นแล้วได้แต่พูดในใจ อืม....ใช้ได้เลย

พี่หม่อนมีอาการร้องโคลิค 3 เดือน แม่นี่แทบแย่ ร้องตามลูกไปแทบทุกวัน เพราะไม่รู้ว่าลูกเป็นอะไร แต่พี่เพ็ญ สามารถ อุ้มลูกกล่อมอยู่ตลอดแทบไม่วาง จนลูกหลับไป แล้วก็ไม่เคยมีอาการหงุดหงิดให้แม่เห็น
บางคืน พี่หม่อนร้องขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ แม่กับป่าป๊าโอ๋ กล่อมยังไงก็ไม่เงียบ ปวดท้องรึป่าว ยุงกัดรึป่าว หิวนมรึป่าว ทายาแล้ว ให้นมแล้ว ก็ยังร้องเสียงดัง แม่ก็ร้องไห้อีก พอป่าป๊าเรียกพี่เพ็ญขึ้นมา พี่เพ็ญก็เอาลูกอยู่หมัด แม่ยังอึ้งๆ ว่าทำไงหว่า แล้วก็ดูเวลาพี่เพ็ญกล่อม โอ๋ อุ้ม แล้วก็คิดในใจเหมือนเดิม อืม...เก่งแฮะ
ครั้งนึง พี่หม่อนเคยกินนม แล้วแหวะ แหวะออกปากหลังจากอุ้มเรอนี่ปกติ แต่แหวะออกมาทางจมูกนี่สิ แม่ก็ตกใจร้องไห้เสียงลั่น ว่าลูกชั้นเป็นอะไร แต่พี่เพ็ญนิ่งมาก อธิบายแม่หยั่งก๊ะหมอ ว่าน้องไม่เป็นอะไรมากหรอกค่ะ แหวะออกมาน้องก็สบายท้องแล้ว บลา...บลา...บลา แม่นิ่งได้ก็เพราะพี่เพ็ญ
และอีกหลายๆอย่าง ในช่วงเลี้ยงลูกแรกๆ ถ้าไม่ได้พี่เพ็ญ ป่านนี้ แม่เครียดตายไปแล้ว.......
ความห่วงใยที่พี่เพ็ญมีให้กับลูกแม่

นี่เป็นตอนที่ลูกหม่อนชัก ต้องนอนห้อง ICU แล้วพอออกมาพักห้องธรรมดา แม่กับพี่เพ็ญก็เฝ้าลูก แม่มองเห็นเลยว่า บุญของลูกแม่จริงๆ ที่ได้พี่เพ็ญมาเป็นพี่เลี้ยง
3 วันที่อยู่ ร.พ. แม่จะเห็นพี่เพ็ญ เช็ดตัวลูก วัดไข้ลูก (มากกว่าแม่ซะอีก) เอาใจใส่ลูกเป็นอย่างดี ที่สำคัญ ร้องไห้ด้วย เพราะโทษตัวเอง ว่าดูแลน้องไม่ดี แม่ก็ต้องบอกให้ใจเย็นๆ แม่ไม่ว่าอะไรเลย

เวลาที่ลูกไม่สบาย ก็มีพี่เพ็ญนี่แหละ คอยดูแลเรื่องหยูกยา จับป้อนไม่ได้ขาด บ้วนทิ้ง ก็ป้อนใหม่พยายามให้ครบโดสมากที่สุด ความพยายามเป็นเลิศจริงๆ (เพราะเป็นแม่ ไม่กิน บ้วนทิ้ง แม่ก็คงไม่ฝืนหล่ะ เห็นลูกร้อง แล้วทนไม่ได้มากเกว่อ....)
นิสัยส่วนตัว
พี่เพ็ญเป็นคนใจเย็น ยิ้มง่าย มีจิตวิทยาในการหลอกล่อเด็กเยอะ พูดจาเพราะ ไม่เสียงดัง สะอาดสะอ้าน จิตใจอ่อนไหว เวลาที่ไม่ตามใจพี่หม่อน ลูกก็บอกว่า ไม้หม่อนไม่รักพี่เพ็ญ ฝ่ายพี่เพ็ญก็นั่งน้ำตาตกทันที.....เฮ้อ แม่ก็ต้องปลอบกันไป

พ่อหมู เป็นช่างตัดผม ผูกขาดมาตัดให้ลูกถึงบ้าน ดีกว่าเอาค่าตัดผมไปให้ร้านอื่น
อาหารการกิน
พี่เพ็ญ (รวมถึงป้าวี) เป็นคนกินง่าย อยู่ง่าย มีอะไรกิน ก็กินได้หมด อาหารหลัก จะเป็น ส้มตำ ปลาร้า น้ำพริกทุกชนิด ที่ต้องมีของ มีเครื่องปรุงเหล่านี้ ติดบ้านอยู่เสมอ
แต่ที่แม่ว่ายากก็คือ เวลาออกไปกินนอกบ้าน ไม่ว่าจะร้านหรูหรือร้านริมทาง ทั้ง 2 คนมักไม่ค่อยจะสั่งอะไรกิน บอกแต่ว่าแพง กินแล้วไม่คุ้ม ไม่ถูกปาก บางที แม่ก็เกรงใจ เพราะกลัวเค้าจะหิวกัน แต่เค้าจะเตรียมพร้อม โดยมีขนมนมเนย ข้าวเหนียวหมูทอด (ที่ทำมาจากบ้าน)บ้าง อะไรอย่างอื่นติดมือออกไปด้วย ที่จะเอาไว้กินพอให้หายหิว
มันก็เลยจะเป็นว่า แม่กับป่าป๊าออกไปกิน แล้วก็จะซื้อกลับเข้ามาให้เค้า อันนี้ปฏิเสธไม่ได้แน่ๆ
อาหารที่ทำให้ลูก บางเมนูก็พิถีพิถันเกิน...สุดท้าย ลูกไม่กิน เสียใจ หมดกำลังใจ ลูกจะรู้มั๊ยน้อ บางทีคิดมากอีก กลัวน้องหิว พยายามหานั่นหานี่มาประเคน (แต่แม่น่ะเหรอ ถ้าไม่กิน คือไม่กิน เดี๋ยวหิวก็มาหากินเอง)
วันหยุดวันลา
ข้อตกลงที่พี่เพ็ญเสนอตั้งแต่แรก คือหยุดเดือนละ 1 วัน วันไหนก็ได้ แรกๆ แม่ก็ตรงตามกติกา พี่เพ็ญเองก็ตรง พอมาถึงช่วงวันสงกรานต์ ปีใหม่ พี่เพ็ญเค้าก็จะไม่หยุด จะเก็บสะสมก่อนหน้ามาหลายเดือน เพื่อให้ลาได้หลายวัน บางทีหยุดเกินจากวันที่สะสม พอแม่ให้เงินเดือน พี่เพ็ญก็จะคืนเงินแม่ที่หยุดเกินไป แม่ก็อึ้ง ว่ามีแบบนี้ด้วยเหรอ
แม่ก็ไม่เคยคิดที่จะหักพี่เพ็ญหรอกนะ แต่ถ้าพี่เค้ายืนกราน แม่ก็จะเอาเงินจำนวนนั้น ไปซื้อของให้คืน หรือบอกให้เค้าเอาไปซื้อขนมกิน
พออยู่กันมาซักปีสองปี แม่บอกพี่เค้าเองเลยว่า ไม่ต้องคิดตามกฎที่ตั้งเองแล้วนะ ต่อไปจะหยุด จะไปไหนกี่วัน ถ้าแม่ว่าง ก็ไปเลย
ช่วงก่อนหน้านี้ ก่อนที่พ่อหมูจะเดินทางไปทำงานต่างประเทศ เป็นเดือนๆที่แม่ให้พี่เพ็ญออกไปทุกคืน ไปอยู่กับพ่อหมูกับพี่แพรว (ลูกพี่เพ็ญ) แล้วเช้าค่อยเข้ามา (บ้านที่พ่อหมูเช่าอยู่กับพี่แพรว อยู่หน้าหมู่บ้านเรา) เพราะเห็นใจว่าเดี๋ยวก็จะไม่ได้เจอกันอีกนาน
และจนวันนี้ ที่พ่อหมูไปแล้ว พี่เพ็ญก็ไม่เคยที่จะหยุดตามใจชอบ มีแต่หยุดไปทำธุระเท่านั้น

เลี้ยงลูกมา 4 ปีครึ่งแล้ว แม่ยังไม่เห็นพี่เพ็ญเคยป่วย แม่คิิดว่า ปวดท้อง ปวดหัวก็คงมีบ้างหล่ะ แต่พี่เพ็ญไม่เคยบอก ถ้าวันไหนโดนฝน พี่เค้าจะรีบกินยากันไว้ทันที เพื่อไม่ให้เป็นมาก เดี๋ยววันพรุ่งจะดูน้องไม่ได้
ความซื่อตรง
เวลาไปซื้อของซุปเปอร์ฯด้วยกัน แม่จะถามพี่เพ็ญเสมอ ว่าจะเอาของใช้ เอาขนมอะไรมั๊ย พี่เค้าจะตอบตลอดว่า ไม่เอาหรอกค่ะ แต่บางทีที่พี่เพ็ญจะเอาเพราะจำเป็นจริงๆ เค้าก็จะแยกจ่าย พอแม่เห็นแม่ก็บอกว่า ไม่ต้องแยก รวมไปเลย
พอจ่ายรวมกันมา พี่เพ็ญจะเอาเงินมาคืนแม่ ตามราคาของของที่พี่เพ็ญซื้อ และแม่ก็ต้องเอาคืนมา เพราะไม่งั้นพี่เพ็ญจะไม่สบายใจ
หลังๆ พี่เพ็ญไม่เคยจะเอาอะไรอีก ของใช้ส่วนตัวของเค้า เค้าจะไปหาซื้อตาม 7-11 ข้างออฟฟิศ เอาเอง (ป้าวีก็เป็นด้วย)
มีอย่างเดียวนอกจากอาหารแล้ว ที่ยอมให้แม่ซื้อให้เพียงอย่างเดียวตอนนี้คือ กาแฟที่ต้องมีติดบ้านอยู่เสมอ

กิจกรรมวันอยู่บ้าน
พี่เพ็ญจะไม่ปล่อยให้ลูกอยู่บ้านเฉยๆ และไม่สนับสนุนให้ดูทีวีนอกจากเป็นรางวัลบ้าง (นโยบายแม่) พี่เพ็ญจะหากิจกรรมชวนลูกทำตามเวลาที่เหมาะสม เช่นตอนกลางวัน ก็ปั้นดินน้ำมัน ต่อรางรถไฟ ระบายสี อ่านนิทาน ตอนเย็นก็ไปปั่นจักรยาน ทำกับข้าว ฯลฯ บางทีพี่หม่อนจะชวนปั่นไปไกลแสนไกล พี่เค้าก็วิ่งตามได้ แล้วก็สนุกตามลูก เห็นแต่เป็นสิ่งดี ได้ไปดูนั่นดูนี่ ชมนกชมไม้ิ ไม่บ่นแม้ซักคำ
ผู้ช่วยจิตใจแม่
เวลาที่แม่อารมณ์ขึ้น ด้วยเรื่องที่พี่เพ็ญบอกว่าไม่เป็นเรื่อง แม่ก็ได้พี่เพ็ญนี่แหละ ที่คอยพูดบอกแม่ให้มองในอีกมุมนึง ทำให้แม่เย็นลงไปได้ พี่เพ็ญไม่เคยที่จะเสริม ที่ทำให้อารมณ์แม่พุ่งปรี๊ดมากยิ่งขึ้นแม้ซักครั้ง

จนมีน้อง พี่เพ็ญก็ไม่เคยบอกให้แม่หาพี่เลี้ยงเพิ่ม บอกแต่เลี้ยงเองได้ แต่แม่เองแหละ กลัวพี่เค้าเหนื่อย แล้วจะกลายเป็นเครียด ก็ได้พี่หน่อย (น้องสะใภ้พี่เพ็ญ) มาเลี้ยงจนน้อง 6 เดือน ต่อมาก็เป็นพี่จุ๋ม (พี่สะใภ้) เลี้ยงจนน้อง 9 เดือน ก็ได้พี่หน่อยกลับมาอีกรอบ จนน้อง ขวบ 2 เดือน (พี่หน่อยกับพี่จุ๋ม ไม่เคยเลี้ยงเด็กมาก่อน ไม่เคยห่างครอบครัวตัวเอง เลยอยู่ได้ไม่นาน) ก็มาเป็นพี่หมี เลี้ยงน้องจนเข้าโรงเรียน ก็เกิดว่า พี่ม่อนไม่มีคนเลี้ยง แม่เลยส่งพี่หมีไป ตอนนี้เราเลยไม่หาแล้ว ยกระดับป้าวี (แม่บ้านตั้งแต่แม่ท้องพี่หม่อน) มาช่วยดูแทน เพราะทั้ง 2 คนก็ไปโรงเรียนกันแล้ว
และข้อดีอีกหลายๆอย่างที่แม่กับป่าป๊ารู้สึกว่า.....อึ้ม...เราโชคดี
แต่พี่เพ็ญก็ไม่ใช่ว่าไม่มีข้อเสีย แต่ข้อเสียของพี่เพ็ญ เป็นเรื่องที่แม่รับได้ แต่อย่างนึง ที่แม่พยายามปรับพี่เพ็ญอยู่ คือเรื่องอารมณ์ขี้น้อยใจ อารมณ์เสียใจ (กับลูก) อารมณ์ที่มีกับพี่น้องเรื่องส่วนตัว แล้วพี่เพ็ญจะเก็บอารมณ์ไม่อยู่ หน้าจะบึ้ง ถามอะไรไม่ยิ้ม บางทีไม่ตอบ อันนี้แม่มีเตือนๆ แหย่ๆ ก็ต้องค่อยๆเลี่ยงๆกันไป
เราอยู่กันทุกวันนี้อย่างมีความสุข พี่เพ็ญ (และป้าวี) ก็เหมือนเป็นญาติเราคนนึงไปซะแล้ว
พี่เพ็ญพูดอยู่เสมอว่า น้องโตแล้ว เมื่อไหร่คุณแม่จะให้พี่เพ็ญตกงานน้อ แม่ต้องบอกเสมอว่า ต่อให้น้องโตเป็นหนุ่ม ถ้ารักที่จะอยู่ด้วยกัน ก็ไม่ต้องไปไหน อยู่ที่นี่ไปจนเลี้ยงลูกของน้องแหละ
พี่เพ็ญจะบอกแม่ว่า ถ้าอยู่ที่ไหนแล้วสบายใจ ก็ชอบที่จะอยู่ที่นั่นแหละ แม้ไม่ขึ้นเงินเดือนให้ก็ตาม ไม่ไล่ก็ไม่ไป (.....^_^
..)

ถ้าลูกได้มาอ่านบันทึกหน้านี้ แม่ก็อยากจะบอกว่า พี่เพ็ญก็เป็นอีกคนนึงที่รักและห่วงใยลูกมากๆ ไม่น้อยไปกว่าแม่หรือป่าป๊า พี่เพ็ญเลี้ยงลูกมาอย่างดี ไม่เคยดุ ไม่เคยท้อ ไม่เคยเหนื่อย
เคารพพี่เพ็ญให้มาก ถ้าพี่เพ็ญเดือดร้อนก็ต้องช่วยเหลือพี่เพ็ญด้วยนะลูกนะ เด็กดีของแม่
*******************************